- Strong uptrend จะเห็น band กว้าง และราคาจะไปชิดขอบบนของ band
- Strong downtrend จะเห็น band กว้างเหมือนกัน และราคาจะชิดกับขอบล่างของ band
- Trend เปลี่ยนจาก uptrend เป็น downtrend จะเห็นราคาจะโยกข้าม จากขอบบน มายังขอบล่าง
- Trend เปลี่ยนจาก downtrend เป็น uptrend จะเห็นราคาโยกจากขอบล่าง มาชิดขอบบน
- Sidetrend จะเห็นราคาแกว่งอยู่กลางๆของ Band
- การแกว่งข้าม midline ของ band อาจบ่งบอกถึงการเปลี่ยน trend ดังนั้น จึงควรมีเส้นสมมุติตรงกลางด้วย
- ถ้า Bollinger bands กว้าง มีสองสาเหตุคือ
- มีภาวะ Uptrend หรือ Downtrend ไม่หยุด
- มีราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ซึ่งอาจมี GAP หนึ่งตัว หรือมากกว่า
- ถ้า Bollinger bans แคบ แสดงว่า
- มีการเปลี่ยนแปลงของราคาระหว่างนั้น น้อย มักเกิดในภาวะ Side trend
- วึ่งเกิดจากการยื้อกัน ระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย
- หรือเก็บหุ้น
วันนี้จะมาอธิบาย เรื่องของการได้ผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ จากเคสตัวอย่างที่นึกได้ตอนนี้ในแบบฉบับความเข้าใจของผม อย่างแรกเรามาทำความรู้จักสมการผลตอบแทนก่อน ที่เป็นรากฐานแนวคิด portfolio "All weather" ของ Ray Dalio กันก่อน ซึ่งก็คือ Return = Cash + Beta + Alpha Cash ก็คือ เงินสด Beta คือ Position ที่ให้"ผลตอบแทนตามตลาด" ไม่ว่าจะขึ้น(กำไร) หรือลง(ขาดทุน) ซึ่งก็จะเป็นการ Buy and hold รับปันผล(กรณีถือหุ้น) ส่วน Alpha คือ "ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด" เช่น กำไรก็ได้มากกว่าตลาด หรือขาดทุนก็ขาดทุนน้อยกว่าตลาด (เมื่อเทียบกับ Benchmark(IE. SET index)) เกิดจากการทำกลยุทธ์ โดยการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินหรือควบคุมการซื้อขาย เพิ่ม/ลด ขนาดการถือครองหุ้นตามดุลยพินิจ ซึ่งผลตอบแทนที่ได้จากรูปแบบนี้จะมีลัษณะแบบ Zero sum game คือเป็นการเก็งกำไร เมื่อเราได้ ก็จะมีคนอื่นๆที่เสีย ซึ่งสมการนี้จะต่อยอดไปสู่การกำหนดโครงสร้างของพอร์ตโฟลิโออีกที โดยมีการแบ่งแยกพอร์ตเป็นสัดส่วนไว้สำหรับสร้างผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆเอาไว้แต่แรก เราลองมาดูเคสต่างๆเมื่อได้รับผลตอบแทนกัน...



Comments
Post a Comment
.........ร่วมแสดงความคิดเห็น.........